Translate

วันศุกร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

เทพธิดาผู้เดือดร้อน



ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

นี่ก็เป็นตัวอย่างอีกท่านหนึ่ง  ที่สมัยยังมีชีวิตอยู่ไม่ได้ฟังพระธรรม  เมื่อไปเกิดเป็นเทพธิดาจึงมีความเดือดร้อนใจ....ซึ่งเป็นข้อความในปรมัตถทีปนี อรรถกถา ขุททกานิกาย ปภัสสรวิมาน  มีข้อความว่า

เทพธิดากล่าวกับท่านพระมหาโมคคัลลานะว่า.....

ข้าแต่ท่านผู้เจริญ  ดิฉันได้ถวายพวงมาลัยและน้ำอ้อย แด่พระคุณเจ้าผู้เที่ยวบิณฑบาตรอยู่  ดิฉันได้เสวยผลแห่งกรรมนั้นในเทวโลก  ข้าแต่ท่านผู้เจริญ  แต่ดิฉันยังมีความเดือดร้อน ผิดพลาด เพราะว่าดิฉันไม่ได้ฟังพระธรรม  อันพระพุทธเจ้าผู้เป็นธรรมราชาทรงแสดงไว้ดีแล้ว

ข้าแต่ท่านผู้เจริญ  เพราะเหตุนั้น ดิฉันจึงมากราบเรียนพระคุณเจ้า ซึ่งเป็นผู้อนุเคราะห์ดิฉัน  โปรดชักชวนผู้ที่ควรอนุเคราะห์นั้น ด้วยธรรมที่พระพุทธเจ้าผู้เป็นพระธรรมราชาทรงแสดงดีแล้ว  ทวยเทพที่มีศรัทธาความเชื่อในพระพุทธรัตนะ  พระธรรมรัตน  และพระสังฆรัตนะก็รุ่งโรจน์ล้ำดิฉัน  โดยอายุ ยศ สิริ
ทวยเทพอื่น ๆ  ก็ยิ่งยวดกว่า โดยอำนาจและวรรณะ มีฤทธิ์มากกว่าดิฉัน

อยู่บนสวรรค์  แต่ถ้าไม่รู้เรื่องลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ก็เหมือนกันกับโลกมนุษย์  อยู่บนสวรรค์เห็นสิ่งที่น่าเพลิดเพลิน  แต่ก็ไม่รู้ว่าไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน  และเป็นมนุษย์ในขณะนี้ก็มีการเห็น  การได้ยิน การได้กลิ่น แต่ถ้าไม่รู้ลักษณะของสภาพธรรม ที่เป็นนามธรรมหรือเป็นรูปธรรม ที่ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล แล้วจะทำอย่างไร  ก็มีหนทางเดียว  คือ ต้องฟังพระธรรมต่อไปอีก  พระธรรมเรื่องอะไร  ก็เรื่องตา เรื่องหู เรื่องจมูก เรื่องลิ้น เรื่องกาย เรื่องใจ  โดยประการต่าง ๆ เพื่อที่จะให้สามารถเข้าใจลักษณะของสภาพธรรม ที่ปรากฏตามความเป็นจริง  และเห็นภัยว่า  เป็นเพียงสภาพธรรมที่เล็กน้อย  เกิดขึ้นเพียงชั่วขณะแล้วดับไป ไม่มีสิ่งใดที่น่ายึดถือเลย.



                                                     ขออนุโมทนาบุญค่ะ


                                           ...........................................

วันพฤหัสบดีที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ราคะ

ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น



                                             ฝนย่อมรั่วรดเรือนที่มุงไม่ดีได้ฉันใด
                                    ราคะย่อมเสียดแทงจิตที่ไม่ได้อบรมแล้วได้ฉันนั้น.
                                            ฝนย่อมรั่วรดเรือนที่มุงดีแล้วไม่ได้ฉันใด
                                    ราคะก็ย่อมเสียดแทงจิตที่อบรมดีแล้วไม่ได้ฉันนั้น.

อรรถว่า....จิตที่ไม่ได้รับการขัดเกลา ฝึกอบรมเจริญสติ เจริญปัญญา ย่อมจะต้องประสบกับความทุกข์เพราะถูกกิเลสครอบงำ.....กิเลส ได้แก่  ราคะ หมายถึง จิตที่ประกอบด้วยความยินดี พอใจ ติดข้อง ต้องการในรูป เสียง กลิ่น รส เย็น ร้อน อ่อน แข็ง ตึง ไหว และความนึกคิด  จึงเปรียบเสมือนบ้านที่มุงหลังคาไม่ดี หลังคาย่อมรั๋ว เมื่อฝนตกก็ลำบากและเดือดร้อน.


จิตที่ได้รับการขัดเกลา ฝึกอบรมเจริญสติ เจริญปัญญาอยู่เนือง ๆ  ย่อมไม่ประสบกับความทุกข์เพราะว่ากิเลสครอบงำไม่ได้..... กิเลส ได้แก่ ราคะ หมายถึงความยินดีพอใจ ติดข้อง ต้องการในสิ่งที่ปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กายและทางใจย่อมไม่มี  เปรียบเสมือนบ้านที่มุงหลังคาดีแล้ว หลังคาย่อมไม่รั่ว เมื่อฝนตก ก็ไม่ลำบากและไม่เดือดร้อน.

                                       
                                                    ขออนุโมทนาบุญค่ะ

                                                 ................................           

สาระ,ไร้สาระ

                                        

ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น


                                              ชนเหล่าใด  มีปกติรู้ในสิ่งที่ไม่เป็นสาระ
                                        ว่าเป็นสาระ  และเห็นในสิ่งอันเป็นสาระว่า  
                                        ไม่เป็นสาระ  ชนเหล่่านั้น  มีความดำริผู้เป็นโคจร
                                        ย่อมไม่ประสบสิ่งอันเป็นสาระ  
                                               
                                              ชนเหล่าใดรู้สิ่ง อันเป็นสาระ  โดยความ
                                       เป็นสาระ  และสิ่งที่ไม่เป็นสาระ  โดยความไม่เป็น           
                                       สาระ  ชนเหล่านั้น มีความดำริชอบเป็นโคจร 
                                       ย่อมประสบสิ่งเป็นสาระ
  
อรรถว่า...บุคคลใดมีปกติเป็นผู้มีความเห็นผิด  มีความเห็นไม่ตรงตามความเป็นจริงว่า  สิ่งใดที่ไม่เป็นสาระหรือไม่มีประโยชน์  กลับเห็นว่าเป็นสิ่งที่มีสาระหรือมีประโยชน์  และเห็นว่าสิ่งมีสาระหรือเป็นประโยชน์  เป็นสิ่งไร้สาระหรือไร้ประโยชน์  บุคคลเหล่านั้น ย่อมเป็นผู้ไม่่มีโอกาส ที่จะประสบกับสิ่งที่เป็นสาระประโยชน์เลย.....

บุคคลใดเป็นผู้ตรง มีความเห็นตรงตามความเป็นจริงของลักษณะสภาพธรรม  รู้ว่าสิ่งอันใดเป็นสาระประโยชน์  มีความเห็นตรงตามความเป็นจริง ว่าสิ่งนั้นมีสาระหรือเป็นประโยชน์  และมีความเห็นตรงว่าสิ่งไม่เป็นสาระประโยชน์  ว่าไม่เป็นสาระประโยชน์  บุคคลเหล่านั้น ย่อมจะประสบกับสิ่งที่มีสาระประโยชน์ได้  

                                                        
                                                  
                                                       ขออนุโมทนาบุญค่ะ   

                                               ...........................................