Translate

วันอังคารที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

๕ ธันวามหาราช

 ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ
ข้าพระพุทธเจ้า
สมาคมไทย-กวนอิม, สวิตเซอร์แลนด์

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------




                                     มีกรรมเป็นปัจจัย

 ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย

ท่านเคยพิจารณาบ้างมั้ยว่า  ตั้งแต่ศีรษะจรดถึงเท้านี้มีมาได้อย่างไร มาจากไหน  มีอะไรเป็นสภาพธรรมที่ทำให้เกิดรูปวัตถุร่างกายตั้งแต่ศีรษะจนถึงเท้า  แต่ถ้าผู้พิจารณาก็จะรู้ได้จริง ๆ ว่า "กรรมเป็นปัจจัย"  ไม่มัใครเอา ดิน น้ำ ไฟ ลม มาทำเป็นรูปร่างกายตั้งแต่ศีรษะตลอดเท้าได้  แต่กรรมที่ทุก ๆ คนมองไม่เห็นและก็ไม่รู้ว่าเป็นกรรมอะไร แต่ว่ากรรมนั้นได้กระทำแล้ว จึงเป็นปัจจัยให้รูปนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ศีรษะตลอดเท้า  แม้ว่ารูปตั้งแต่ศีรษะตลอดเท้าเมื่อวานนี้ก็ได้ดับหมดไปแล้ว  และรูปขณะเมื่อกี้นี้ตั้งแต่ศีรษะตลอดเท้าก็ดับไปโดยไม่มีใครรู้  แต่ว่าอะไรทำให้รู้สึกว่า เมื่อกระทบสัมผัสตั้งแต่ศีรษะตลอดเท้าก็ยังมีอยู่ เพราะเหตุว่ายังมีกรรมเป็นปัจจัย ทำให้รูปนี้เกิดแล้วก็ดับ ๆ จะปรากฏเมื่อมีการกระทบสัมผัสเท่านั้นเอง
ขณะใดที่ไม่กระทบสัมผัส แม้รูปนั้นมีก็เหมือนไม่มี โดยสมุฐานต่าง ๆ โดยกรรมบ้าง โดยจิตบ้าง โดยอุตุบ้าง  โดยอาหารบ้าง

นี่คือสิ่งที่ไม่รู้ตามเหตุตามปัจจัยในชาติหนึ่ง ๆ  คือไม่รู้ว่าสิ่งนั้นเกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัย  แต่ก็ไปยึดครองว่าเป็นเรา โดยไม่ได้มีการสอบสวนเลยว่า  ที่ว่าเป็นเรานั้นมาจากไหน อะไรเป็นปัจจัยแม้กระทั้งรูปแม้แต่ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม เย็น ร้อน อ่อน แข็ง ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าที่เกิดขึ้น แม้กระทั่งการเห็น การได้ยิน
ซึ่งจะต้องมีอยู่ตลอดชีวิต ใครที่มีชีวิตแล้วจะไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้กลิ่น ไม่รู้รส  ไม่รู้กระทบสัมผัส ไม่รู้ความคิดนึกนั้น เป็นไปไม่ได้เลย  เพราะฉะนั้นควรที่จะได้ใคร่ควรว่า  แม้แต่เห็น  แม้ได้ยินนั้น มีปัจจัยอย่างไร  เพราะเหตุว่าจะต้องอาศัยจักขุปสาท  ซึ่งกรรมอีกนั้นแหละที่เป็นสมทฐานก่อตั้งให้จักขุปสาทเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป  เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป

 เพราะฉะนั้น ถ้าไม่ศึกษาพระธรรมก็จะไม่เห็นกรรมและก็ไม่รู้ว่า มีชีวิตเกิดมาในโลกนี้ได้อย่างไร และอยู่ในโลกนี้แต่ละขณะได้อย่างไร  แต่ถ้าพิจารณาโดยเรื่องของกรรม แล้วก็จะเห็นได้ว่า ทุกคนล้วนมีกรรมเป็นของ ๆ ตน  ทุกขณะที่เห็น ที่ได้ยิน ทุกขณะที่มีชีวิตอยู่ จากขณะหนึ่งไปสู่อีกขณะหนึ่งทุกภพทุกชาติ  เพราะฉะนั้นถ้ารู้อย่างนี้จริง ๆ  อุเบกขาพรหมวิหารก็จะเพิ่มขึ้น คือไม่มีความหวั่นไหวในสุขในทุกข์  ไม่มีความเดือดร้อนในอกุศลใด ๆ ทั้งสิ้น


                                                     ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกท่าน

                                                        ขออุทิศส่วนกุศลให้แก่สรรพสัตว์

วันพฤหัสบดีที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ถอนตะปูตรึงใจ



                                                      ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย

เมื่อใดที่ยังมีความสงสัยและมีความหยาบกระด้างหรือขุ่นมัว  ไม่สามารถที่จะเข้าใจพระธรรมได้ ขณะนั้นก็เหมือนกับมีตะปูตรึงใจ  เมื่อได้ฟังพระธรรมก็มีความสงสัย ๆ  บ่อย ๆ ไม่พิจารณาอะไร ถ้าเป็นความสงสัยเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็เท่ากับว่ามีตะปูเล็ก ๆ  ตรึงใจ  ทำให้ขณะนั้นไม่สามารถเข้าใจธรรม  แต่ถ้ามีโอกาสได้ฟังได้พิจารณาธรรมมากขึ้น  ถึงแม้ว่าจะมีตะปูเล็ก ๆ ตรึงใจอยู่  ก็สามารถที่จะถอนหรือคลายได้  แต่ก็ต้องเป็นความเห็นถูกคือปัญญาเท่านั้น จึงจะสามารถที่จะละคลายได้

เพราะฉะนั้น ให้ทราบว่าขณะใดมีธรรมที่หยาบกระด้างเปรียบเหมือนตะปูที่แข็ง  เกิดขึ้นแล้วก็ตรึงใจ  ทำให้ขณะนั้นไม่สามารถไปสู่ความเห็นถูกความเข้าใจถูกได้  หรือไม่สามารถออกจากความสงสัยได้  แต่ก็ยังมีธรรมที่สามารถที่จะคลายความสงสัย คือ ปัญญา  ด้วยเหตุนี้ผู้ที่ไม่ได้สะสมความสงสัยและไม่ยอมที่จะศึกษาธรรมเลย  ขอแต่เพียงยังคงเก็บความสงสัยเรื่องโน้นเรื่องนี้ โดยไม่ฟังเหตุผลหรือไม่พิจารณาว่า แท้ที่จริงแล้วเป็นธรรมยากที่จะรู้และหลากหลาย แต่ก็จะรู้ได้ด้วยปัญญาที่อบรมเพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นหนทางเดียว ที่ยังสงสัยก็เพราะเหตุว่ายังไม่ได้อบรมปัญญาให้เจริญเพิ่มขึ้น ถ้าได้อบรมปัญญาเพิ่มขึ้น ความสงสัยก็จะลดน้อยลง ตะปูที่ตรึงใจก็จะค่อย ๆ ถอนออกได้

เพราะฉะนั้นความสงสัยในพระพุทธเจ้า ในพระธรรม  ในพระสงฆ์  จากการศึกษา คือ รู้ว่าการที่ได้ฟังพระธรรมบ่อย ๆ  จะสามารถทำให้เข้าใจธรรมที่ได้ยินได้ฟัง  เพราะว่าสิ่งที่ได้ยินได้ฟังบ่อย ๆ ก็เป็นเรื่องของธรรม เมื่อเข้าใจแล้วก็จะทำให้รู้หนทางที่จะทำให้หมดความสงสัย หมดตะปูตรึงใจได้  มิฉะนั้นจากความเป็นปุถุชนก็จะไปสู่พระอริยบุคคลไม่ได้ แต่เพราะเหตุว่าธรรมเหล่านี้ แม้ว่าขณะที่เกิดเป็นตะปูตรึงใจ  แต่ถ้ามีปัญญาเมื่อไร  ก็จะค่อย ๆ  ถอนสิ่งที่เป็นตะปูตรึงใจได้  เพราะฉะนั้นทุกคนย่อมรู้ตนเองดี ว่ามีความสงสัยมากน้อยแค่ไหน หรือว่าตะปูตรึงใจได้คลายลงมากน้อยแค่ไหน

แต่ละท่านก็ศึกษาและฟังธรรมเพื่อความเข้าใจขึ้น  แต่ว่าเวลามีความหยาบกระด้างหรือโทสะเกิดขึ้นก็ไม่รู้ว่ามีตะปูตรึงใจ  บางท่านฟังธรรมเข้าใจ  แต่ก็ยังเก็บความโกรธ  ยังจะผูกโกรธอีกต่อไป ตราบใดที่ยังไม่สามาถถอนตะปูออก  ก็เพราะเหตุว่า ยังไม่มีกำลังของปัญญาพอที่จะคลายหรือพอที่จะเห็นโทษของโทสะ  เพราะฉะนั้น  ต้องฟังธรรมสะสมปัญญาจนกว่าจะสามารถถอนตะปูตรึงใจได้


                                                    ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกท่าน
                                           
                                                          ขออุทิศส่วนกุศลแก่สรรพสัตว์


วันอาทิตย์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

สมาธิสูตร



                                                   
 ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย
                                     
                                         พระสุตตันตปิฎก  สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓

                                                          ว่าด้วยสมาธิเป็นเหตุเกิดปัญญา

                    (๒๗)  ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :-
                    สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน  อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสแล้ว  พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  เธอทั้งหลายจงเจริญสมาธิ  ภิกษุมีจิตตั้งมั่นแล้ว ย่อมรู้ชัดตามเป็นจริง  ก็ภิกษุย่อมรู้ชัดตามเป็นจริงอย่างไร  ย่อมรู้ชัดซึ่งความเกิดและความดับแห่งรูป  ความเกิดและความดับแห่งเวทนา  ความเกิดและความดับแห่งสัญญา  ความเกิดและความดับแห่งสังขาร  ความเกิดและความดับแห่งวิญญาณ

                 (๒๘)  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ก็อะไรเป็นความเกิดแห่งรูป  อะไรเป็นความเกิดแห่งเวทนา  อะไรเป็นความเกิดแห่งสัญญา  อะไรเป็นความเกิดแห่งสังขาร   อะไรเป็นความเกิดแห่งวิญญาณ  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  บุคคลในโลกนี้  ย่อมเพลิดเพลิน  ย่อมพร่ำถึง ย่อมดื่มด่ำอยู่  ก็บุคคลย่อมเพลิดเพลิน  ย่อมพร่ำถึง ย่อมดื่มด่ำอยู่ซึ่งอะไร   ย่อมเพลิดเพลิน ย่อมพร่ำถึง ย่อมดื่มด่ำอยู่ซึ่งรูป  เมื่อเพลิดเพลิน พร่ำถึง ดื่มด่ำอยู่ซึ่งรูป  ความยินดีก็เกิดขึ้น  ความยินดีในรูป  นั้นเป็นอุปาทาน  เพราะอุปาทานของบุคคลนั้นเป็นปัจจัย  จึงมีภพ  เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ  เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสและอุปายาส  ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนั้น  ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้  บุคคลย่อมเพลิดเพลินซึ่งเวทนา ฯลฯ  ย่อมเพลิดเพลินซึ่งสัญญา ฯลฯ  ย่อมเพลิดเพลินซึ่งสังขาร ฯลฯ ย่อมเพลิดเพลิน  ย่อมพร่ำถึง  ย่อมดื่มด่ำอยู่ซึ่งวิญญาณ  เมื่อเพลิดเพลิน  พร่ำถึง  ดื่มด่ำอยู่ซึ่งวิญญาณ  ความยินดีย่อมเกิดขึ้น  ความยินดีในวิญญาณ  นั่นเป็นอุปาทาน  เพราะอุปาทานของบุคคลนั้นเป็นปัจจัย นั่นเป็นอุปาทาน  เพราะอุปาทานของบุคคลนั้นเป็นปัจจัย จึงมีภพ  เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ  เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรา มรณะ โสกะ ปริเทว ทุกข์ โทมนัสและอุปายาส  ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้  ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  นี่เป็นความเกิดแห่งรูป  นี่เป็นความเกิดแห่งเวทนา  นี่เป็นความเกิดแห่งสัญญา  นี่เป็นความเกิดแห่งสังขาร  นี่เป็นความเกิดแห่งวิญญาณ

               (๒๙)  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ก็อะไรเป็นความดับแห่งรูป  อะไรเป็นความดับแห่งเวทนา  อะไรเป็นความดับแห่งสัญญา  อะไรเป็นความดับแห่งสังขาร  อะไรเป็นความดับแห่งวิญญาณ   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุในธรรมวินัยนี้  ย่อมไม่เพลิดเพลิน  ย่อมไม่พร่ำถึง  ย่อมไม่ดื่มด่ำอยู่  ก็ภิกษุย่อมไม่เพลิดเพลิน  ย่อมไม่พร่ำถึง ย่อมไม่ดื่มด่ำอยู่ซึ่งรูป  เมื่อเธอไม่เพลิดเพลิน ไม่พร่ำถึง ไม่ดื่มด่ำอยู่ซึ่งรูป  ความยินดีในรูปย่อมดับไป  เพราะความยินดีของภิกษุนั้นดับไป  อุปาทานจึงดับ  เพราะอุปาทานดับ  ภพจึงดับ ฯลฯ  ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้  ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้  ภิกษุย่อมไม่เพลิดเพลิน ย่อมไม่พร่ำถึง ย่อมไม่ดื่มด่ำซึ่งเวทนา...   ซึ่งสัญญา...   ซึ่งสังขาร...   ซึ่งวิญญาณ   เมื่อเธอไม่เพลิดเพลิน ไม่พร่ำถึง  ไม่ดื่มด่ำอยู่ซึ่งเวทนา...   ซึ่งสัญญา...   ซึ่งสังขาร...   ซึ่งวิญญาณ  ความยินดีในเวทนา...   ในสัญญา...    ในสังขาร...   ในวิญญาณ  ย่อมดับไป  เพราะความยินดีของภิกษุนั้นดับไป  อุปาทานจึงดับ  เพราะอุปาทานดับ  ภพจึงดับ ฯลฯ   ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้  ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  นี้เป็นความดับแห่งรูป  นี้เป็นความดับแห่งเวทนา  นี้เป็นความดับแห่งสัญญา  นี้เป็นความดับแห่งสังขาร  นี้เป็นความดับแห่งวิญญาณ

                                                       
                                                                    จบ  สมาธิสูตรที่ ๕

                                                      ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกท่าน

                                                        ขออุทิศส่วนกุศลให้แก่สรรพสัตว์