Translate

วันอาทิตย์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

วันมาฆบูชา




 วันมาฆบูชา

วันมาฆบูชา  เป็นวันสำคัญวันหนึ่งทางพระพุทธศาสนา  ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓  ในวันนี้มีเหตุการณ์สำคัญ คือ  เป็นวันจาตุรงคสันนิบาต  หมายถึง  มีการประชุมซึ่งมีองค์ประกอบ ๔ ประการ ดังนี้

            ๑.  เป็นวันที่พระจันทร์เต็มดวง (ขึ้น ๑๕ ค่ำ) ประกอบด้วยมาฆนักกษัตร

            ๒.  มีภิกษุจำนวน ๑,๒๕๐ รูป  มาประชุมพร้อมเพรียงกัน โดยมิได้นัดหมาย  ที่พระวิหารเวฬุวัน   (อารามแห่งแรกในพระพุทธศาสนา ซึ่งสร้างถวายโดย พระเจ้าพิมพิสาร) เมืองราชคฤห์  หลังจากที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ได้ ๙ เดือน (๔๕ ปี ก่อนพุทธศักราช)

            ๓.  ภิกษุจำนวน ๑,๒๕๐ รูป ทั้งหมดล้วนเป็นพระอรหันต์ผู้ได้อภิญญา ๖ ทั้งสิ้น

           ๔.  ภิกษุจำนวน ๑,๒๕๐ รูป ทั้งหมดเป็นเอหิภิกขุ (ได้รับการอุปสมบทจากพระผู้มีพระภาคเจ้า โดยพระองค์ทรงเปล่งพระวาจาว่า "เอหิ ภิกขุ"  แปลว่า เธอจงเป็นภิกษุเถิด  ธรรมอันเรากล่าวไว้ดีแล้ว  เธอจงประพฤติพรหมจรรย์  เพื่อกระทำที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบเถิด)

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดง  "โอวาทปาฏิโมกข์"  มีใจความว่า

                                            ขันติ  คือ ความอดกลั้น เป็นตบะอย่างยิ่ง
                                      พระพุทธเจ้าทั้งหลาย  ตรัสพระนิพพานว่าเป็นยอด

                                               ผู้ทำร้ายผู้อื่น  ไม่จัดว่าเป็นบรรพชิต
                                               ผู้เบียดเบียนสัตว์อื่น  ไม่ชื่อว่าสมณะ

                                            การไม่ทำบาปทั้งปวง  หมายถึง  เจริญศีล
                           การทำกุศล ให้ถึงพร้อม  ด้วยการเจริญสมถะและเจริญวิปัสสนา
                         
                          ความยังจิตให้ผ่องแผ้ว  หมายถึง การเจริญปัญญาจนถึงขั้นสามารถประหาร กิเลสเป็นสมุจเฉทประหาร
                                       
                                        ๓ อย่างนี้  เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย


                                                                การไม่ว่าร้าย ๑

                                                                การไม่ทำร้าย ๑

                                                       การสำรวมในปาฏโมกข์ ๑

                                                   การเป็นผู้ประมาณในโภชนะ ๑

                                                            ที่นอนที่นั่งอันสงัด ๑

                                                  ประกอบความเพียรในอธิจิต ๑

                                 ๖ อย่างนี้ เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย


กิจกรรมที่ชาวพุทธปฏิบัติในวันมาฆบูชาเพื่อบูชาพระรัตนตรัย
การทำบุญตักบาตรหรือการบำเพ็ญกุศลประเภทอื่น ๆ  เช่น  รักษาศีล  งดเว้นการทำบาปทั้งปวง  ปลดปล่อยชีวิตสัตว์ ถวายสังฆทาน  การฟังพระธรรมเทศนา  การสวดมนต์เจริญภาวนา  การเวียนเทียนบูชาพระรัตนตรัย

จาก...ทีฆนิกาย มหาวรรค มหาปทานสูตร
-คัดลอก จาก...บ้านธัมมะ
-ขอขอบคุณเจ้าของรูปภาพประกอบและขออนุโมทนาบุญด้วยค่ะ

                                           
                                                 ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกท่าน

                                                        ............................................

วันศุกร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ปัญญาเกิดได้อย่างไร




 ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย

ขันติเป็นตบะอย่างยิ่ง  ขันติ  คือ  ความอดทน  เพราะฉะนั้น การที่เราจะมีปัญญาได้  ก็จะต้องมีความอดทนมาก ๆ  เลย  ปัญญาไม่ได้เกิดขึ้นง่าย ๆ  ไม่มีใครสามารถใช้เงินทั้งหมดทุ่มเทซื้อปัญญาได้  แต่ว่าปัญญาจะต้องเกิดจากการอบรมทีละเล็กทีละน้อย  และก็เป็นสิ่งที่เจริญช้า  ไม่เหมือนกับโลภะซึ่งไม่ต้องไปบำรุงหรือแสวงหา  เพราะเกิดอยู่ทุกวัน  ทำลายก็ยาก

ปัญญาเป็นสิ่งที่ต้องค่อย ๆ เจริญ  และค่อย ๆ เกิดขึ้น  แล้วต้องอาศัยเหตุปัจจัย คือ การฟังและต้องฟังด้วยความอดทน  การที่จะเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ๔ อสงไขยแสนกัป  ถ้าเป็นพระสารีบุตรไม่ถึง ๔ อสงไขยแสนกัป  ถ้าเป็นมหาสาวกก็น้อยลงมา

 แล้วอย่างเรานี่ถ้าไม่ฟังธรรมเลย  อย่างบางคนคิดว่าไม่ต้องเรียนพระพุทธศาสนา  ฟังแค่นิด ๆ หน่อย ๆ  สอนแค่ทำดี ละชั่วก็พอแล้ว  อย่างนั้นไม่ชื่อว่าเป็นผู้ที่เห็นคุณของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า  เพราะเหตุว่า พระธรรมที่พระองค์ทรงแสดงไว้ต้องเป็นประโยชน์  ถ้าไม่เรียน แล้วเราจะได่ประโยชน์จากพระธรรมได้อย่างไร  ก็ไม่มีหนทางเลย

เพราะฉะนั้น  คนที่จะได้รับมรดกจากพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าก็คือ ปัญญา  ต้องเป็นผู้ที่อดทน มีความเพียร และก็ให้ทราบว่า ธรรมนี่สำหรับผู้ที่ปฏิบัติตามจริง ๆ  ไม่ใช่เพียงรู้แล้วก็ละเลยที่จะปฏิบัติ


                   ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกท่านและขออุทิศส่วนกุศลให้แก่สรรพสัตว์

                                                         ...........................................

วันจันทร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2556

เริ่มต้นจริง ๆ คืออย่างไร


 ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย

ความทุกข์กายเป็นเรื่องที่ไม่มีใครสามารถที่จะหลีกเลี่ยงได้  ทุกข์กายมีหลายอย่าง  เพราะเหตุว่า ตราบใดที่เรามีร่างกายตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า  มีความทุกข์กายเกิดขึ้นได้ทั้งนั้น  บางคนนิ้วเท้าแตก  บางคนศีรษะเป็นแผล  นี่ก็แสดงให้เห็นว่า เมื่อมีรูปร่างกายทุกข์กายก็ต้องมี  นี่ก็เป็นทุกข์ประจำชีวิต  นอกจากทุกข์กายแล้ว  ทุกข์ใจยังมีอีกมากมหาศาล  ตัวอย่าง เช่น  บางคนมีร่างกายแข็งแรงดี แต่ทำไมมีทุกข์ใจไม่จบสิ้น  บางคนมีเงินทองมากมาย  แต่ก็ยังมีทุกข์ใจอยู่นั่นเอง เป็นกังวลเรื่องเงินทอง  จะจัดการอย่างไร  จนตีหนึ่งตีสองก็ยังนอนไม่หลับ  ทั้ง ๆ ที่ไม่มีอะไรที่น่าจะเดือดร้อนเลย   นี่ก็แสดงให้เห็นว่า  นอกจากเกิดมามีทุกข์กายแล้ว  ก็ยังมีทุกข์ใจอีกมากมาย ซึ่งยากแสนยากที่จะดับให้หมดสิ้นไปได้  เพราะเหตุว่าทุกข์วันนี้อาจจะหมด  แต่พรุ่งนี้ก็มีทุกข์ใหม่เกิดอีกเรื่อย ๆ  เพราะฉะนั้นไม่รู้จักจบ  แต่พระธรรมที่พระผู้มีพระภาคได้ทรงแสดงจากการตรัสรู้ความจริง แล้วเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า คือ ทรงแสดงพระธรรมให้บุคคลอื่นได้ยินได้ฟัง  แล้วเกิดปัญญาของตนเอง

การเริ่มต้นฟังพระธรรม  ก็คือการฟังให้เกิดความเข้าใจ  แล้วเป็นปัญญาของเรา  เพราะเหตุว่า ตราบใดที่เรายังไม่ได้ฟังพระธรรม  ปัญญาจะเกิดไม่ได้  นอกจากเราคิดเอาเองว่า เราเข้าใจแล้ว  แต่ว่าสิ่งที่เราคิดเราเข้าใจเอง  ไม่ตรงกับที่พระผู้มีพระภาคตรัสรู้ได้  เพราะเหตุว่า เรายังไม่ได้เทียบเคียงว่า พระพุทธเจ้าสอนอะไร   และความเห็นของเราจะตรงกับพระธรรมที่ทรงแสดง หรือว่าจะต่างกันมากน้อยแค่ไหน

เพราะฉะนั้น   การเทียบเคียงก็คือ   ขอให้เราฟังพระธรรม เพื่อที่เราจะได้ทราบว่า  สิ่งที่เราเคยเข้าใจนั้น ถูกต้องหรือว่าผิดจากการตรัสรู้ของพระผู้มีพระภาค  ด้วยเหตุนี้การฟังพระธรรมก็เป็นการเริ่มต้นของพุทธศาสนิกชน ที่จะทำให้เข้าใจได้จริง ๆ ว่า พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยพระปัญญาคุณ  ด้วยพระบริสุทธิคุณ  และด้วยพระมหากรุณาคุณ  ถ้าเราไม่ฟังพระธรรม เราก็ไม่มีโอกาสที่จะรู้เลย  เราก็ไหว้พระจริง ไหว้รูป  แต่ไม่ทราบว่าจะระลึกพระคุณอะไร  เพราะเหตุว่า ไม่เข้าใจว่าพระคุณของพระองค์นั้น มีประการใดบ้าง  แต่ถ้าเราเริ่มฟังพระธรรม  เราก็จะเริ่มเข้าใจว่า พระพุทธเจ้าทรงมีพระปัญญาที่ได้สะสมมานานมาก  ไม่ใช่ว่าไม่รู้อะไรแล้วก็สอนตามความคิดตามความเข้าใจ  และสิ่งที่สอนก็ง่ายแสนง่าย  ซึ่งใครก็ฟังเข้าใจได้  ถ้าเป็นในลักษณะนั้นล่ะก็ ไม่ต้องบำเพ็ญบารมีถึง ๔ อสงไขยแสนกัป


                            ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกท่านและขออุทิศส่วนกุศลให้แก่สรรพสัตว์

                                                                ...............................................