Translate

วันพุธที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2555

อารมณ์โคจร

ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

                                                                 สรุปโดยย่อ
                                           
                                              สกุณัคฆีสูตร  (ว่าด้วยอารมณ์โคจร)

จาก พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ หน้า ๓๘๖

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม แก่ภิกษุทั้งหลาย  โดยยกเรื่องที่เคยเกิดในอดีต ว่า นกมูลไถได้ถูกเหยี่ยวจับไป  เพราะเที่ยวไปในถิ่นของผู้อื่น  อันไม่ใช่ถิ่นหากินของตน ด้วยคิดว่า  จักลองหาอาหารในถิ่นอื่นบ้าง  ขณะที่นกมูลไถกำลังหาอาหารอยู่  เหยี่ยวได้โฉบจับเอามันไป  เมื่อถูกเหยี่ยวจับได้  มันก็เสียใจ  จึงคร่ำครวญว่า เราเคราะห์ร้ายมาก  มีบุญน้อย  เราถูกเหยี่ยวจับได้  ก็เพราะว่าเที่ยวไปในถิ่นอื่น อันเป็นที่อโคจร   ถ้าอยู่ในถิ่นของตน ก็ยังสามารถที่จะต่อสู้กับเหยี่ยวได้  เหยี่ยวได้ฟังดังนั้น  จึงถามถึงถิ่นของนกมูลไถว่าอยู่ที่ใด  นกมูลไถตอบว่า  อยู่ที่ก้อนดินคันไถ  เหยี่ยวหยิ่งและอวดว่าตนมีกำลังมาก  จึงได้ปล่อยนกมูลไถไป  โดยพูดว่า "ไปเถิดเจ้านกมูลไถ  แม้เจ้าจะอยู่ที่ใดก็คงไม่พ้นเราดอก"   เมื่อนกมูลไถเป็นอิสระ ก็รีบบินไปยังที่ที่มีดินก้อนใหญ่   แล้วขึ้นไปยืนท้าเหยี่ยว  "แน่ะเหยี่ยว  จงมาจับเราเดี๋ยวนี้เถิด"  นกมูลไถท้าทายเหยี่ยว พูดซ้ำ ๆ  เรียกให้มาจับตน  ครั้นเหยี่ยวเมื่อเห็นนกมูลไถท้า ก็อวดกำลังของตน  จึงได้ลู่ปีกทั้ง ๒ โฉบนกมูลไถโดยเร็ว  ครั้นนกมูลไถรู้ว่าเหยี่ยวโฉบลงมาด้วยกำลังแรง  จึงรีบหลบเข้าซอกดินโดยเร็ว  เหยี่ยวไม่อาจยั้งความเร็วของตนได้  อกกระแทบกับก้อนดินอย่างแรง  เหยี่ยวอกแตกตาถลนตายทันที  ณ ที่นั้นเอง

นี้คือ เรื่องนกมูลไถเที่ยวไปในถิ่นอื่น ซึ่่งไม่ใช่ถิ่นหากินของตน  ย่อมประสบกับภยันตรายได้เช่นนี้

เพราะฉะนั้น  ภิกษุทั้งหลาย  จึงไม่ควรเที่ยวไปในอารมณ์ อันมิใช่โคจร (ไม่ควรเที่ยวไป)  คือ กามคุณ ๕  ซึ่งได้แก่  รูปที่สามารถรู้ได้ด้วยจักษุ อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก  ชวนให้เกิดความกำหนัด...เสียงที่สามารถรู้ได้ด้วยโสต...กลิ่นที่สามารถรู้ได้ด้วยฆานะ.... รสที่สามารถรู้ได้ด้วยชิวหา.... โผฏฐัพพะที่สามารถรู้ได้ด้วยกาย อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก ชวนให้เกิดความใคร่  ชวนให้เกิดความกำหนัด  เหล่านี้คืออารมณ์ที่มิใช่อารมณ์โคจรของภิกษุ  เพราะว่า เมื่อเที่ยวไปในอารมณ์เหล่านี้  มาร คือ กิเลส  ย่อมได้โอกาสที่จะครอบงำและทำอันตรายต่าง ๆ ได้  เพราะเหตุว่าในขณะนั้นเป็นอกุศลจิต

ส่วนอารมณ์อันเป็นโคจร  เป็นอารมณ์ที่ควรเที่ยวไป  คือ สติปัฏฐาน ๔ ... สติปัฏฐาน  คือ ระลึกรู้กาย  ระลึกรู้เวทนา  ระลึกรู้จิต  ระลึกรู้ธรรม......เพียรระลึกรู้ลักษณะสภาพธรรมที่กำลังปรากฏขณะนี้  ตามความเป็นจริง  ระลึกอยู่เนื่อง ๆ บ่อย ๆ  จนเกิดปัญญาสามารถกำจัดความยินดี  พอใจ  ความกำหนัดและความไม่พอใจ  ความขัดข้อง  ขุ่นเคืองใจ  ในโลกเสียได้ (โลก...ในที่นี้หมายถึง  ตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ)   นี้คือ อารมณ์ซึ่งเป็นของบิดาตน  (บิดา คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า) อันเป็นทางเที่ยวไป (โคจร)
เพราะเหตุว่า เมื่อเจริญสติปัฏฐาน ๔   มาร คือ กิเลส ย่อมครอบงำจิตไม่ได้

                                         
                                                         
                                                            ขออุทิศกุศลให้แก่สรรพสัตว์


                                                             ........................................

วันจันทร์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ธรรมะเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันอย่างไร


 ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

บางท่านอาจจะเข้าใจว่า "ธรรมมะ"  แยกออกจากชีวิตประจำวัน  แต่ถ้าเข้าใจแล้ว  จะรู้ได้ว่า "ธรรมะ" ก็คือชีวิตประจำวันนั่นเอง  พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงเรื่องโลภะ ความติดข้อง ความต้องการ ความยินดีพอใจ.....ทรงแสดงเรื่องโทสะ  ความขุ่นใจ  ความหยาบกระด้าง  ความไม่พอใจ......ทรงแสดงเรื่องความเมตตา  ความกรุณา  มุทิตา  อุเบกขา.....ทรงแสดงเรื่องขันติ  เรื่องวิริยะ....ทรงแสดงเรื่องเกี่ยวกับตา  หู จมูก  ลิ้น กายและใจ  เรื่องการเห็น  การได้ยิน  การได้กลิ่น  การลิ้มรส  การกระทบสัมผัสทางกาย   เรื่องเกี่ยวกับคิดนึก  เรื่องความสุข  เรื่องความทุกข์

 พระธรรมที่พระองค์ทรงแสดงทั้งหมด  เป็นเรื่องของชีวิตประจำวัน  นอกจากนั้นยังทรงตรัสว่า  ตั้งแต่เกิดจนตายเป็นธรรมะทั้งหมด  เพราะฉะนั้น ผู้ที่ได้ศึกษาพระธรรมแล้ว  ก็จะไม่บอกว่า  "ธรรมะแยกออกจากชีวิตประจำวัน"  เพราะเห็นว่า  ขณะนี้ก็เป็นธรรมะ  กำลังเห็น  กำลังได้ยิน กำลังได้กลิ่น กำลังลิ้มรส
กำลังกระทบสัมผัสทางกาย หรือกำลังคิดนึก  เราอาจจะเข้าใจว่า  เป็นเรา เป็นตัวตน เป็นวัตถุสิ่งของ  แต่ตามความจริงแล้ว  เป็นเพียงสภาพธรรมะชนิดหนึ่งที่มีจริง

อะไรก็ตามที่เป็นสิ่งที่มีจริง  เราจะไม่เรียกชื่อสิ่งนั้นก็ได้  หรือเรียกภาษาอื่นก็ได้  เช่น  เห็นมีจริง  จะไม่เรียกว่า "เห็น" ก็ได้  จะใช้ภาษาอื่นเรียกก็ได้  แต่ "เห็น"  ก็เป็นสภาพธรรมะที่มีจริง  และสภาพธรรมที่มีจริงนี้  เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า  "สัจจธรรม"  คือ  เป็นธรรมะที่เป็นของแท้  ที่สามารถพิสูจน์ได้ทุกขณะ....พระผู้มีพระภาคทรงแสดงเรื่องความละเอียดของธรรมะทุกอย่าง  ไม่เว้นเลย  เพราะฉะนั้น  จะทราบได้ว่า  พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมะ  ที่ทุกคนเคยเข้าใจผิด ๆ  และเคยยึดถือว่าเป็นเรา เป็นตัวตน เป็นสัตว์ เป็นบุคคล เป็นวัตถุสิ่งของต่าง ๆ   เพื่อให้เราเข้าใจอย่างถูกต้อง  จนกระทั่งความเข้าใจนั้นค่อย ๆ  เพิ่มขึ้น  เข้าใจตัวเราและเข้าใจในสิ่งที่มีอยู่รอบ ๆ ตัวเรา  เป็นปัญญาแต่ละขั้นซึ่งเพิ่มขึ้นนั่นเอง

 แต่ถ้าไม่ได้ฟังพระธรรมเลย   เราก็อาจจะคิดว่า  ตัวเองดี  หรือบางคนก็อาจจะบอกว่า  รู้จักคนอื่นดี  คนนั้นนิสัยไม่ดี เป็นคนเห็นแก่ตัว  คนนี้เป็นคนดีมีนิสัยจิตใจดี  หรืออาจจะบอกว่า  รู้จักคนอื่นดี  แต่รู้จักตัวเองพอสมควร......แต่ถ้าเราได้ศึกษาพระธรรมจนเข้าใจดีแล้ว  เราจะรู้ว่า  สิ่งที่เราเคยคิดว่า  เราเข้าใจดีแล้วนั้น  ยังไม่ถูกต้องทั้งหมด  เพราะเหตุว่าไม่ตรงตามที่พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้.


                                                   
                                                         ขออุทิศส่วนกุศลให้แก่สรรพสัตว์

                                                                ....................................

วันพุธที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2555

เรื่อง นางปติปูชิกา (๓๖)


ข้อความเบื้องต้น

พระศาสดา  เมื่อประทับอยู่ในกรุงสาวัตถี  ทรงปรารภหญิงชื่อปติปูชิกา  ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "ปุปฺผานิ เทว"  เป็นต้น

 เรื่องตั้งขึ้นในดาวดึงส์เทวโลก.

                                         เทพธิดาจุติแล้วเกิดในกรุงสาวัตถี

ได้ยินว่า เทพบุตรนามว่ามาลาภารี  ในดาวดึงส์เทวโลกนั้น  มีนางอัปสรพันหนึ่งแวดล้อมแล้ว  เข้าไปสู่สวน.  เทพธิดา ๕๐๐ ขึ้นสู่ต้นไม้  ยังดอกไม้ให้ตกอยู่.  เทพธิดา ๕๐๐ เก็บเอาดอกไม้ทีเทพธิดาเหล่านั้นให้ตกแล้ว  ประดับเทพบุตร.  บรรดาเทพธิดาเหล่านั้น  เทพธิดาองค์หนึ่ง  จุติบนกิ่งไม้นั่นแล.  สรีระดับไป  ดุจเปลวประทีป  นางถือปฏิสนธิในเรือนแห่งตระกูลหนึ่ง  ในกรุงสาวัตถี  ในเวลาที่นางเกิดแล้วเป็นหญิงระลึกชาติได้  ระลึกอยู่ว่า  "เราเป็นภริยาของมาลาภารีเทพบุตร"  ถึงความเจริญ กระทำการบูชาด้วยของหอมและดอกไม้เป็นต้น  ปรารถนาการเกิดเฉพาะในสำหนักสามี.  นางแม้ไปสู่ตระกูลอื่น.  ในเวลามีอายุ ๑๖ ปี  ถวายสลากภัต  ปักขิกภัต  และวัสสาวาสิกภัตเป็นต้นแล้ว  ย่อมกล่าวว่า  "ส่วนแห่งบุญนี้"  จงเป็นปัจจัยเพื่อประโยชน์แก่อันบังเกิดในสำนักสามีของเรา."

                               
                                     จุติจากมนุษยโลกแล้วไปเกิดในสวรรค์

ลำดับนั้น  ภิกษุทั้งหลายทราบว่า  "นางนี้ ลุกขึ้นเสร็จสรรพแล้วย่อมปรารถนาสามีเท่านั้น"  จึงขนานนามของนางว่า  "ปติปูชิกา."

แม้นางปติปูชิกานั้น  ย่อมปฏิบัติโรงฉัน  เข้าไปตั้งน้ำฉัน  ปูอาสนะเป็นนิตย์.  มนุษย์แม้พวกอื่น  ใคร่เพื่อจะถวายสลากภัตเป็นต้น  นำมามอบให้ด้วยคำว่า  "แม่  ท่านจงจัดแจงภัตเหล่านี้  แก่ภิกษุสงฆ์."  แม้นางเดินไปเดินมาอยู่โดยทำนองนั้น  ได้กุศลธรรม ๕๖ ทุกย่างเท้า.  นางตั้งครรภ์แล้ว.  นางก็คลอดบุตร  โดยกาลอันล่วงไป ๑๐ เดือน.  ในกาลที่บุตรนั้นเดินได้  นางได้บุตรแม้อื่น ๆ รวม ๔ คน.  ในวันหนึ่ง  นางถวายทาน  ทำการบูชา ฟังธรรม รักษาสิกขาบท  ในเวลาเป็นที่สุดแห่งวัน  ก็ทำกาละด้วยโรคชนิดหนึ่ง  ซึ่งบังเกิดขึ้นในขณะนั้น  แล้วบังเกิดในสำนักสามีเดิมของตน


                                         อายุของมนุษย์ประมาณ ๑๐๐ ปี

ฝ่ายนางเทพธิดานอกนี้  กำลังประดับอยู่นั่นเอง  ตลอดกาลเท่านี้.  เทพบุตรเห็นนางนั้น  กล่าวว่า  "เธอหายหน้าไปตั้งแต่เช้า,  เธอไปไหนมา"

         เทพธิดา.     ดิฉันจุติค่ะ  นาย.

         เทพบุตร.     เธอพูดอะไร

         เทพธิดา.     ข้อนั้นเป็นอย่างนี้  นาย.

         เทพบุตร.     เธอเกิดแล้วในที่ไหน.

         เทพธิดา.     เกิดในเรือนแห่งตระกูล  ในกรุงสาวัตถี

         เทพบุตร.     เธอดำรงอยูในกรุงสาวัตถีนั้นสิ้นกาลเท่าไร

         เทพธิดา.     ข้าแต่นาย  ดิฉันออกจากท้องมารดา  โดยกาลอันล่วงไป ๑๐ เดือน  ในเวลาอายุ ๑๖ ปี ไปสู่ตระกูลสามี  คลอดบุตร ๔ คน  ทำบุญมีทานเป็นต้น  ปรารถนาถึงนาย  มาบังเกิดแล้วในสำนักของนายตามเดิม.

         เทพบุตร.    พวกมนุษย์ถือเอาอายุประมาณเท่านี้เกิดแล้ว  เป็นผู้ประมาทเหมือนหลับ  ยังกาลให้ล่วงไปหรือ  หรือทำบุญมีทานเป็นต้น

         เทพธิดา.    พูดอะไร นาย.  พวกมนุษย์ประมาทเป็นนิตย์  ประหนึ่งถือเอาอายุตั้งอสงไขยเกิดแล้้ว  ประหนึ่งว่าไม่แก่ไม่ตาย.
         ความสังเวชเป็นอันมาก  ได้เกิดขึ้นแก่มาลาภารีเทพบุตรว่า "ทราบว่า  พวกมนุษย์ถือเอาอายุประมาณ ๑๐๐ ปีเกิดแล้ว  ประมาทนอนหลับอยู่.  เมื่อไรหนอ  จึงจักพ้นจากทุกข์ได้

     
                                      ๑๐๐ ปีของมนุษย์เท่า ๑ วันในสวรรค์

ก็ ๑๐๐ ปีของพวกเรา  เป็นคืนหนึ่งวันหนึ่งของพวกเทพเจ้าชั้นดาวดึงส์,  ๓๐  ราตรีโดยราตรีนั้น เป็นเดือนหนึ่ง  กำหนดด้วย ๑๒ เดือนโดยเดือนนั้น  เป็นเดือนหนึ่ง,  กำหนดด้วย ๑๒ เดือนโดยเดือนนั้น  เป็นปีหนึ่ง,  ๑๐๐ ปีทิพย์ โดยปีนั้น  เป็นประมาณอายุของเทพเจ้าชั้นดาวดึงส์,   ๑,๐๐๐ ปีทิพย์นั้น  โดยการนับในมนุษย์เป็น ๓ โกฏิ ๖ ล้านปี.

เพราะฉะนั้น  แม้วันเดียวของเทพบุตรนั้น ก็ยังไม่ล่วงไป เป็นเป็นกาลเช่นครู่เดียวเท่านั้น.  ขึ้นชื่อว่าความประมาทของสัตว์ผูมีอายุน้อยอย่างนี้ ไม่ความอย่างยิ่งแล

ในวันรุ่งขึ้น  พวกภิกษุเข้าไปสู่บ้าน  เห็นโรงฉันยังไม่ได้จัดอาสนะยังไม่ปู  น้ำฉันยังไม่ได้ตั้งไว้  จึงกล่าวว่า  "นางปติปูชิกาไปไหน"    

ชาวบ้าน. ท่านผู้เจริญ พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายจักเห็นนาง  ณ ที่ ไหน  วันวานนี้  เมื่อพระผู้เป็นเจ้าฉันแล้ว (กลับ) ไป,  นางตายในตอนเย็น.

ภิกษุปุถุชนฟังคำนั้นแล้ว  ระลึกถึงอุปการะของนางนั้น  ไม่อาจจะกลั้นน้ำตาไว้ได้,   ธรรมสังเวชได้เกิดแก่พระขีณาสพ.  ภิกษุเหล่านั้นทำภัตกิจแล้ว ไปวิหาร ถวายบังคมพระศาสดา  ทูลถามว่า  "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  อุบาสิกาชื่อปติปูชิกา ลุกขึ้นเสร็จสรรพแล้ว ทำบุญมีประการต่าง ๆ ปรารถนาถึงสามีเท่านั้น,  บัดนี้ นางตายแล้ว (ไป) เกิด ณ ที่ไหน"

พระศาสดา.  ภิกษุทั้งหลาย  นางปรารถนาถึงสามีนั้น ก็หามิได้, มาลาภารีเทพบุตร ในดาวดึงส์พิภพ เป็นสามีของนาง,  นางเคลื่อนจากที่ประดับดอกไม้ของสามีนั้นแล้ว  ไปบังเกิดในสำนักของสามีนั้นนั่นแลอีก

ภิกษุ.  ได้ยินว่า อย่างนั้นหรือ  พระเจ้าข้า.

พระศาสดา.  อย่างนั้น ภิกษุทั้งหลาย.

ภิกษุ น่าสังเวช ! ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายน้อย (จริง)  พระเจ้าข้า  เช้าตรู่ นางอังคาสพวกข้าพระองค์  ตอนเย็น  ตายด้วยพยาธิที่เกิดขึ้น.

พระศาสดา.  อย่างนั้น ภิกษุทั้งหลาย ชื่อว่า  ชีวิตของสัต์ทั้งหลายน้อย (จริง).  เหตุนั้นแล มัจจุราชผู้กระทำซึ่งที่สุด ยังสัตว์เหล่านี้ซึ่งไม่อิ่ม ด้วยวัตถุกาม และกิเลสกามนั่นแล  ให้เป็นไปในอำนาจของตนแล้ว ย่อมพาเอาสัตว์ที่คร่ำครวญ ร่ำไรไป"  ดังนี้แล้ว  ตรัสพระคาถานี้ว่า..

                          ๔. ปุปฺผานิ เหว ปจินนฺตํ      พฺยาสตฺตมนสํ  นรํ
                              อติตฺตํเยว   กาเมสุ         อนฺตโก   กุรุเต   วสํ ฯ

                           "มัจจุ  ผู้ทำซึ่งที่สุด   กระทำนระผู้มีใจข้องในอารมณ์ต่าง ๆ
                     เลือกเก็บดอกไม้อยู่เทียว  ผู้ไม่อิ่มในกามทั้งหลายนั่นแล  สู่อำนาจ."

                                                    
                                                          แก้อรรถ

บรรดาบทเหล่านั้น  บาทพระคาถาว่า  ปุปฺผานิ  เทว  ปจินนฺตํ  ความว่า  ผู้มัวเลือกเก็บดอกไม้คือกามคุณทั้งหลาย  อันเนื่องด้วยอัตภาพและเนื่องด้วยเครื่องอุปกรณ์อยู่  เหมือนนายมาลาการ  เลือกเก็บดอกไม้ต่างชนิดอยู่ในสวนดอกไม้ฉะนั้น.

บาทพระคาถาว่า  พฺยาสตฺตมนสํ  นรํ  ความว่า  ผู้มีจิตซ่านไปโดยอาการต่าง ๆ ในอารมณ์อันยังไม่ถึงแล้ว  ด้วยสามารถแห่งความปรารถนาในอารมณ์ที่ถึงแล้ว  ด้วยสามารถแห่งความยินดี.

บาทพระคาถาว่า  อติตฺตํเยว  กาเมสุ  ความว่า  ผู้ไม่อิ่มในวัตถุกามและกิเลสกามทั้งหลายนั่นแล  ด้วยการแสวงหาบ้าง  ด้วยการได้เฉพาะบ้าง  ด้วยการใช้สอยบ้าง  ด้วยการเก็บไว้บ้าง.

บาทพระคาถาว่า  อนฺตโก  กุรุเต  วสํ  ความว่า  มัจจุผู้ทำซึ่่งที่สุด  กล่าวคือมรณะ  พานระผู้คร่ำครวญ ร่ำไร ไปอยู่ ให้ถึงอำนาจของตน.

ในเวลาจบเทศนา  ชนเป็นอันมาก  บรรลุอริยผลทั้งหลาย  มีโสดาปัตติผลเป็นต้น  เทศนามีประโยชน์แก่มหาชน  ดังนี้แล.

                                                 จบ  เรื่องนางปติปูชิกา.

                      พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒
  
                      
                                              ขออุทิศส่วนกุศลแก่สรรพสัตว์


                                                ................................